
จากนั้นก็เป็นการตระเวนหาอาหารกินกันร้านแรกที่พาไปดูไม่เหมือนร้านทางเหนือ เลยต้องเปลี่ยนไปอีกร้านชื่อว่า บ้านต้นไม้ ร้านนี้โอเคเลยสำหรับเรา บรรยากาศดี มีเพลงให้ฟัง แล้วก็ตามระเบียบต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานอีกตามเคย จากนั้นก็ไปหาขนมหวานแต่ร้านปิดหมดเลยต้องกลับไปบ้านเต้กัน ถึงบ้านก็ทักทายหมาที่น่ารักสองตัว เล่นกันนิดหน่อยก็ไปอาบน้ำนอนกัน ดีนะมีน้ำอุ่นให้อาบไม่งั้นได้นอนดมกลิ่นตุกันแน่ๆ ก็หลับสบายจนเช้า ตื่นมาอาบน้ำเรียบร้อยก็มีอาหารเหนือรออยู่แล้ว
จากนั้นก็เดินทางไปวัดจำชื่อไม่ได้ ถวายสังฆทานต่อด้วยหลวงพ่อสอนนั่งสมาธิเบื้องต้นให้ แล้วให้ลองหัดนั่งการพอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็เดินทางไปยังเขื่อนสิริกิติ์ กว่าจะถึงก็บ่ายสอง แค่ไปถึงก็ทำเราประหลาดใจมากๆเพราะมันดูสวยงามกว่าที่คิดเยอะมาก

แพที่พวกเราไปเป็นแพที่เราชอบมากเพราะดูเป็นธรรมชาติมากๆ ดูเอาจากรูปละกัน แพที่พาพวกเราไปกลางเขื่อนต้องใช้เรือลากถึงสองลำคงเพราะ ใหญ่มั้ง ช่วงที่เรือลากแพไปกลางแม่น้ำ น้องๆก็ช่วยกันก่อไฟเพื่อทำอาหารกันเอง หน่ากะโคจุดไฟได้เก่งมาก แล้วอาหารก็เป็นฝีมือโคกะโซ่เป็นส่วนใหญ่ ทำแกงส้มเสร็จก็ต้องหยุดเพราะเพิ่งบ่ายสามเองเลยหันไปเล่นน้ำกันแทน ก็เป็นกล้ากะเต้ที่ลงไปเล่น ลอยเป็นหมูอยู่ในน้ำ พักใหญ่ ช่วงที่ลากแพไปธรรมชาติสองฝากฝั่งสวยสวยๆๆมากๆๆ จนไม่รู้จะบรรยายอย่างไรดี ฟ้าก็เป็นสีฟ้า มีเมฆเล็กๆน้อยๆพอสวยประกอบบนท้องฟ้า เราถ่ายรูปไปเยอะมาก เพราะมันสวยมากๆนี่แหละ แล้วแต่ละคนก็มีท่าถ่ายรูปได้ตามสไตล์เลย สลับกับนอนมองฟ้ามองน้ำไปเรื่อย อยากอยู่แบบนี้นานๆจัง
กว่าเรือจะลากแพไปถึงจุดหมายปลายทางตรงกลางเขื่อนก็ประมาณสองชั่งโมง และก็เลือกจุดที่มีลมเย็นพัดผ่านมาอีกด้วย แล้วก็ได้สมใจ วิวก็งามอีกต่างหาก
แล้วก็ถึงเวลาที่เราทั้งหมดได้ลงเล่นน้ำ กันแล้ว มีห่วงยางเหี่ยวๆมาสองอัน กับชูชีพเขรอะๆอีกสอง เราเลยลองไม่ใช่เครื่องช่วยชีวิต แต่ก็รู้สึกไม่ไหวเลยขึ้นไปนั่งเรือให้โคพายให้ สบายที่ซู้ดส์ และที่นี่เองที่บรรยากาศโคตรของโคตรรดีเลย อีกแหละไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ก็ต้องให้ดูรูปเอาเองอีกแหละ นี่ถ้าเป็นนักเขียนเขาคงมีคำพูดมาบรรยายให้เห็นภาพ แต่เราไม่ใช่ก็เอารูปไปดูกันเองแล้วกัน

เล่นน้ำกันนานมากเหมือนกัน โดยการเอาเชือกผูกเรือกับห่วงยางเหี่ยวๆที่เราเกาะอยู่ แล้วก็นอนให้เรือลากไป จริงๆเขาเรียกพวกกินแรงแต่ไม่ใช่เราคนเดียวหรอกก็กล้าทำก่อนแล้วดูน่าสบายมากๆเราเลยขอเอี่ยวด้วยคน สบายจริงๆ จากนั่นโคก็พายเรือให้พวกเรานั่งไปดูพระอาทิตย์ตกกลางเขื่อน ตรงนี่ก็สวยมากอีกนั่นแหละ ดูเหมือนเราจะมีแต่คำว่าสวยมากจริงๆเยอะมาก ก็มันไม่มีคำอื่นให้พูดนิ มันเป็นอย่างนั่นจริงๆ พร้อมๆกับดูพระอาทิตย์ตกไปแล้วก็ทำกิจกรรมร่วมด้วย คือการสระผมนั่นเองในเรือพายเลย ทำได้งัยเนี่ย แต่ทำไปแล้วละ แล้วก็มีหลักฐานด้วย พอความมืดมาเยือนก็รีบกลับมาอาบน้ำที่แพกัน
จากนั่นก็ไปทำอาหารกันต่อ แต่โซ่เริ่มไปก่อนแล้วละ พวกเราก็มาเพิ่มกันอีกนิดหน่อย ก็ได้ทานอาหารกันอย่างอร่อยสมใจไปตามๆกัน อาหารก็ง่ายๆมากแต่ก็หมดเกือบทุกอย่าง
ทานอาหารเสร็จกล้าก็เริ่มบรรยายเรื่องดาว ที่เต็มท้องฟ้าไปหมด คงเป็นโชคดีของพวกเราที่คืนนี้เป็นคืนที่มีพระจันทร์เสี้ยวกระจิ๋วกับไม่มีเมฆ เลยได้เห็นดาวสมใจอยาก เราก็เห็นและรู้จักดาวไม่มากหรอก จำได้ก็เป็นประเภทแม่เคยสอนให้ดูมาแต่เล็กๆ อย่างดาวไถ ดาวลูกไก่ ประมาณนี้ พอคราวนี้มีเยอะกว่านั้นมาก แต่จะผิดจะถูกเราก็ไม่รู้หรอก ฟังๆไปเพราะอยากรู้อยู่เหมือนกัน ฟังน้องพูดเราก็ดูได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะมันไม่ง่ายต่อการจินตนาการว่ามันมีรูปร่างอย่างไร มันก็อยู่ห่างไปจะตายนะ
จบจากดูดาวก็มีกิจกรรมประเภทฝึกสมองประลองกำลัง นั่นก็คือเล่นไพ่กัน กล้าอีกแหละเป็นคนคิดว่าจะเล่นอะไรดี แต่มีสองประเภทที่เราชอบละ ก็คือไพ่ตบ ฟังดูโหดนะ แต่ถ้าใครมือใหญ่ก็โหดกะมือเล็กๆเหมือนกัน แรกๆเราก็ช้าหน่อยเลยไม่โดนตบมือเลย เพราะตบไพ่คนสุดท้าย แต่ตอนหลังก็โอเคเลยเพราะเป็นประเภทมือไวตบเก่ง ปกติก็ตบคนข้างๆบ่อยๆ อยู่แล้ว อีกอย่างที่ชอบก็เป็นชนิดที่ให้เรียกชื่อกัน คือถ้าได้ไพ่รูปร่างเหมือนกันก็ให้เรียกชื่อที่ตั้งไว้ของกันและกัน เราก็เลยเล่นใช้มนต์สะกดโดยการชี้นิ้วไปที่คนนั่นก่อนแล้วค่อยคิดชื่อ ทำให้เขาไม่เรียกชื่อเรา แต่มันใช่ได้แค่กะโค และโซ่บางครั้ง แต่มันใช่ไม่ได้กะกล้าเพราะขนาดนิ้วจิ้มหน้าผากแล้วคุณน้องยังเรียกถูกเลย เฮ้อ…แล้วกิจกรรมนี้ก็ต้องใช้เสียงอย่างมากด้วยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวกันตรงไหนแต่พอเลิกเล่นกันเสียงก็หายไปด้วยเลยทำให้การร้องเพลงไม่ค่อยดีเท่าที่ควร…
ครั้งนี้ร้องเพลงเล่นกันไม่กี่คนแต่ก็ดีเพราะเสียงเพี้ยนน้อยลงเยอะมากเพราะกล้าไม่ร้องด้วย มีเราโคแล้วก็เต้ สุดท้ายเราก็ยอมแพ้ไปนอนดีกว่าเหลือโคกะเต้ร้องเพลงกล่อมจนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาตอนดึกเพราะได้ยินเสียงแปลกๆเลยได้ลุกมาดูดาวอีกรอบ คราวนี้สิได้เห็นดาวกระบวยจริงๆนะ (ไม่ใช่กระบวยสีฟ้า) เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ามาพอดี อะไรกันเนี่ยเป็นโชคของเราแน่ๆ แล้วก็เห็นดาวเหนือด้วย สุดท้ายก็ดาวที่เป็นรูปกางเขนที่เป็นดาวทางขั่วโลกใต้ (ถ้าจำไม่ผิด) ถ้าผิดคนบอกคงเศร้าใจ… แล้วก็กลับไปนอนหลับเป็นตายอีกรอบ เพราะเข้าไปนอนในห้องเลยไม่หนาวมากนัก คราวนี้ตื่นอีกรอบก็เช้ามืดก็มาดูดาวรอบที่สามก็ยังเห็นบางกลุ่มตอนนี้เริ่มดูได้เองบ้างแล้ว แล้วก็รอดูพระอาทิตย์ขึ้นหลังเกาะสิงโต แต่สงสัยภูเขาข้างหน้าสูงไปเลยกว่าจะเห็นก็เมื่อพระอาทิตย์แสงจ้ามากแล้ว อดเห็นดวงกลมๆเลย เลยได้รูปสิงโตวิ่งไปวิ่งมาอยู่หลายรูปเชียว..


แล้วก็เดินทางกลับใช่เวลาชั่วโมงกว่าๆ กว่าจะถึงท่าเรื่อ ก็มีกิจกรรมอะไรไม่มาก ก็ประเภทถ่ายรูปกะผ้าพันคอประชันกัน ว่าใครสีแสบสันกว่ากัน แล้วก็นอนหลับบ้าง ชมวิวบ้าง คุยกันบ้างจนถึงท่าเรือ.. (รูปมาจากกล้องเราเองและบางรูปจากกล้องกล้าละ)
No comments:
Post a Comment