Thursday, October 06, 2005

นักเดินทางสมัครเล่น กับ LA BOHEME

กว่าจะกลับมาถึงตัวเมืองก็เกือบทุ่มหนึ่งพอดี ซึ่งได้เวลาตั๋วนักเรียนจำหน่าย เรากับเพื่อนก็รีบกันแบบตาลีตาเหลือกมากๆ ก็กลัวไม่มีตั๋วให้ดูงัย ไปถึงก็รีบไปซื้อตั๋วเลย ก็ได้ตั๋วมาเรียบร้อย ราคาทั่วไปก็ตั้งแต่150-200 กว่าเหรียญ แพงมากๆๆสำหรับเราเลยต้องมารอซื้อที่เขาเรียกว่าชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งจะได้ราคานักเรียนต้องซื้อช่วงนี้เท่านั้น ซื้อก่อนก็ไม่ได้ สำหรับนักเรียนลดมากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์อีก ก็เลยได้ดูงัย คราวนี้ก็เริ่มมองผู้คนและสิ่งแวดล้อมข้างๆ โอ้ยแต่ละคนนะแต่งตัวกันสวยงามสุดฤทธิ์ ผู้หญิงก็ต้องเป็นชุดกระโปรงหรืออย่างร้ายก็ชุดสูทกางเกง ผู้ชายก็ต้องมีเสื้อนอกผูกไท ประมาณนั้น หันมามองตัวเองกับเพื่อน.. กางเกงยีนส์เสื้อยืดแถมสะพายเป้ หน้าก็ตรากตรำกันมาทั้งวันตั้งแต่เช้า.. แต่ไม่เป็นไรมีตั๋วแล้วก็ไม่สนใครแล้วละ แต่ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าเวลาไปดูโอเปร่านี่ต้องเนี๊ยบหน่อย… โธ่ก็ใครจะไปมีอะไรแบบนั้นในสภาพอย่างนั้นเหล่าได้แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว จากนั้นก็เริ่มมองหาของกินก็หิวมากๆๆ.. ก็กินใน Opera House นี่แหละเพราะไม่มีเวลาแล้ว อาหารก็โอเคไม่แพงมากประมาณสิบเหรียญ กินกันยังไม่ถึงครึ่งจานก็ต้องรีบไปแล้วเพราะเขาจะเริ่มกันแล้ว ก็อย่างว่าแบกเป้เข้าไปเฉยเลย คนเช็คตั๋วก็บอกให้ไปฝากกระเป้ก่อนพูดเสียงเอ็นดูเชียว คงรู้ว่ามันคงไม่เคยดูมาก่อน ก็ใครมันจะไปรู้ละ.. คนอื่นเขาก็ฝากเหมือนกัน แต่เป็นประเภทเสื้อโค้ช อะไรประมาณนั้น เพราะที่นี่ตอนกลางคืนยังหนาวอยู่ สุดท้ายก็ได้เข้าไปนั่งดู แถมได้ที่นั่งด้วย อยู่ตรงกลางๆ

เข้าไปก็เห็นคล้ายโรงละคร ที่เป็นบ้านสองชั้น มีคนนอนอยู่ก็งง นี่เหรอโอเปร่า… เขามีให้เหมือนเรื่องย่อๆมาอ่าน ก็เลยรู้ว่ามี 4 Act คราวนี้ร้องเป็นภาษาอิตาเลี่ยน แล้วจะเข้าใจได้งัยเนี่ย แค่ภาษาอังกฤษก็จะแย่อยู่แล้ว แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นเขาเขียนว่ามี Sung in Italian with surtitles.. ก็เลยคิดว่าคงเป็น subtitles นั้นแหละ แล้วก็จริงๆด้วย.. แต่จะเล่าเรื่องคงเขียนกันนานมากเพราะดูกันสองชั่งโมงยี่สิบนาทีแนะ เอาเป็นว่าเล่าเรื่องคร่าวๆละกันว่า LA BOHEME เป็นเรื่องราวของความรักของคนสองคนที่บังเอิญได้เจอกันเพราะไฟดับ แล้วผู้หญิงก็ขอมาจุดเทียน แล้วก็เหมือนนิยายน้ำเน่าบ้านเราที่พอจะไปก็ลืมกุญแจไว้เลยต้องกลับมาเอา ปรากฏว่ากลับมาคราวนี้เทียนของทั้งสองคนดับอีก แล้วต้องหากุญแจในความมืด หาไปหามาเจอกันเองประมาณนี้แหละ แล้วก็คุยกันเล่าประวัติกัน สุดท้าย ก็รักกันจบACT I ไป ฉากก็จะเป็นเหมือนบ้านในฤดูหนาวแต่รู้สึกไม่สวยเท่าไหร่ คิดเอง..

ACT II ก็เป็นฉากในตลาด มีร้านกาแฟชื่อว่า Café Momus เป็นจุดสำคัญ และก็มีร้านขายที่เป็นของพื้นเมือง เหมือนตลาดนัดประมาณนั้น มีคนมากมายในฉากนี้ ที่ชอบมากๆก็เห็นจะเป็นเด็กๆที่มาเข้าฉาก ก็จะวิ่งไปวิ่งมาแล้วก็ร้องเพลงประสานกับนักแสดงนำในฉากนั้น น่ารักมากๆๆ แอ็กนี้ก็จะเน้นคู่เพื่อนของพระเอก เจอคู่ซึ่งออกแนวตลกมากแต่ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร
จบแอ็กสองก็เบรกยี่สิบห้านาที เพื่อนเราก็ร้องใหญ่ว่าเพ่งผ่านไปชั่งโมงเดียวเองทำไมจบแล้ว แต่ก็รู้ว่าเพิ่งผ่านไปสองแอ็กเอง ก็เลยเดาเอาว่าให้เข้าห้องน้ำประมาณนั้น.. เราก็อยู่แถวๆนั้นไม่ไปไหนพอถึงเวลาเข้าอีกรอบเขาก็จะดูตั๋วอีกครั้ง แต่ของเราสองคนเขาไม่ดูบอกจำเราสองคนได้ เห็นยังว่าเด่นแค่ไหน แค่กางเกงยีนส์กะเสื้อยืดเอง:) ….จะบอกว่าตอนดูแอ็กหนึ่งแรกๆยังรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูกว่าเป็นงัย ประมาณว่าเนี่ยหรือโอเปร่า แต่ต่อๆมาเริ่มคุ้นกับการอ่าน subtitles และดูการแสดง ได้ฟังเสียงร้องก็เริ่มได้บรรยากาศมากขึ้น และเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในนั้นด้วยแหละ(เขาเรียกว่าอิน..อิน..)

ต่อไปก็เป็นแอ็กสาม คราวนี้ก็พูดถึงความรักที่ต้องเสียสละ คือนางเองประมาณว่าไม่สบายแล้วคงต้องตายในไม่ช้า ก็เลยทำให้พระเอกเข้าใจผิดว่ามีคนอื่น ส่วนพระเอกก็เหมือนจะรู้ว่าจริงๆนางเอกแกล้ง แต่ก็ทำเป็นโกรธเพราะไม่อยากเห็นนางเอกตาย ก็เลยกลายเป็นความเข้าใจผิดกันไปจริงๆ เลยต้องให้เพื่อนพระเอกเป็นคนช่วย สุดท้ายก็เข้าใจกัน ก็จบแอ็กนี้ พอจบนะ คนก็ปรบมือกันใหญ่เชียวเราก็ปรบ แต่ปรบไปปรบมาเราก็คิดว่าพอได้แล้วปรากฏว่าไม่เขาปรบมือกันนานมากๆๆๆ.. ในการจบแต่ละแอ็กเราไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมของการดูหรือว่าเขาชื่นชมกันจริงๆ ก็เพิ่งเคยดูนี่แหละ

แอ็กสุดท้าย ก็เป็นเรื่องราวที่นางเอกป่วยมากแล้ว (ตอนแสดงเห็นมีแค่อาการไอเล็กๆ) แล้วก็ร้องเพลงรำลึกความหลังกับพระเอก ถึงความสุขของการได้อยู่ร่วมกัน ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกคงต้องตาย เพื่อนๆก็ช่วยกันไปตามหมอมาดู พระเอกก็จะซื่อบื้อหน่อยคือมองไม่ค่อยออกคิดว่านางเอกหลับ กว่าจะรู้ว่านางเอกตายก็ดูเอาจากหน้าเพื่อนๆ สุดท้ายก็เป็นเรื่องความรักที่จบลงด้วยความเศร้า…

พอจบคนก็ปรบมือกันใหญ่เหมือนเดิมเราก็ปรบสักพักเมื่อยก็หยุด แล้วคราวเขาออกมาทั้งคนร้อง คนนำ มาโค้งกันใหญ่คนยิ่งปรบมือก็ยิ่งโค้ง ประมาณว่าสิบกว่านาทีนะ ถึงตอนนี้เราเดาเอาว่าคงเป็นเรื่องปรกติของโอเปร่ามั้ง วันนี้กว่าจะได้กลับก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า กลับไปถึงที่พักก็ห้าทุ่ม หมดไปอีกหนึ่งวัน..ว้าวันนี้ว่าจะเขียนเรื่องไป Canberra แต่รู้สึกเขียนมากไปแล้ว เอาไว้เขียนต่อตอนต่อไปละกันนะนะ…

No comments: