Saturday, September 17, 2005

International House

เมื่อเพื่อนบอกว่าเขียนเรื่องใหม่ได้แล้วรออ่านอยู่ แล้วพอดีกับกำลังคิดจะเขียนเรื่องนี้อยู่พอดีเลย เอาเป็นว่าที่เราอยากเขียนเรื่องนี้ก็เพราะเราเองที่ต้องมาอยู่ใน international house เริ่มเมื่อสองเดือนกว่ามาแล้วละ บ้านนี้เป็นบ้านชั้นเดียวที่มองจากภายนอกแล้วไม่มีอะไรดึงดูดใจเพราะมีรั้วกั้นไว้ด้านหน้าทำให้มองเข้ามาไม่เห็นตัวบ้านที่แท้จริง แต่เมื่อเข้ามาข้างในบ้านดูดีมากเลยละ เขามีแบ่งเป็นห้องๆให้เช่า ประมาณ 5 ห้อง และมีส่วนที่เป็นครัวกับห้องรับแขกที่ทุกคนร่วมกันใช้ได้ แล้วบ้านนี้ก็เป็น international จริงๆ เพราะมาจากคนละชาติคนละภาษากันหมดเลย เริ่มจากคนที่มาอยู่แรกๆเลย ก็เป็นมาเลเซีย เรียนป.ตรี วิศวะเคมีปีสุดท้าย ถัดมาก็เป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ คนนี้ก็เรียนการเงิน ป.โทปีหนึ่ง แล้วก็เป็นเรา จากนั้นก็เป็นสาวฝรั่งเศสหน้าตาสวยมาก คนนี้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาอยู่ที่นี่ 6 เดือน ชอบเที่ยวเหมือนเรา ก็เลยได้ปรึกษาเรื่องท่องเที่ยวกันบ้าง (ฝรั่งเศสนี่แปลกดีอย่างที่เราเรียกมหาวิทยาลัย ของเขาจะเรียกโรงเรียน(School)ถือเป็นการเรียนระดับสูงของเขา) อีกคนก็เป็นสาวออสเตรียมาจากเวียนนา คนนี้เพิ่งมาอยู่ใหม่เรียน ป.โทเหมือนกัน มาอยู่ช่วงทำวิจัย ภาษาดีคุยเก่ง


จะบอกว่าช่วงมาอยู่ใหม่ๆทุกคนคุยกันน้อยมากๆ ส่วนมากก็แค่ทักทายกัน เวลาออกจากห้องมาเจอกัน ไม่ค่อยมานั่งเสวนากันมากนัก ก็มีแต่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นคนออสเตรเลีย ทำหน้าที่เป็นคอนดั่กเตอร์ นำคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้แล้วถามความคิดเห็นพวกเรา ก็เริ่มมีเรื่องให้คุยกันบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่นานพอควร แล้วก็ค่อยเพิ่มเรื่องคุยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ภาษาก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับทุกคนอยู่ อย่างเราก็จะฟังภาษาอังกฤษของคนจีนยากหน่อย ต้องถามซ้ำกันบ่อยๆ แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนนิสัยน่าคบหาด้วยทำให้มีความอดทนในการคุยกันจนรู้เรื่อง สาวฝรั่งเศสก็เป็นอีกคนที่ภาษาอ่อนแอเหมือนเรา (จึงเป็นสามคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง) แต่ก็สนุกดีเวลาคุยกัน เพราะเธอเป็นคนอารมณ์ดีมากๆ หัวเราะกันบ่อยก็เพราะเธอ อย่างวันก่อนเจ้าของบ้านชวนไปช็อปกัน ก็ไปกันสี่คน เวลาซื้อของก็แยกย้ายกันไป เราก็ไปกับสาวฝรั่งเศส เธออยากได้ของขวัญให้แม่ พอถึงเวลาเจอกันเจ้าของบ้านก็ถามว่าเธอซื้ออะไรฝากแม่ เธอบอกว่า “ฮิโปโปเตมัส คอนโด” คนจีนก็ร้องอ้า.. เจ้าของบ้านก็หัวเราะแล้วถามเราว่า ยู ได้ยินว่างัย เราก็ตอบตามที่ได้ยินเหมือนคนจีน แต่เรารู้ว่าเธอซื้ออะไรมา …แต่คนจีนก็ยังร้องอ้า.. อยู่เหมือนเดิมเลยต้องเฉลยว่า เขาออกเสียง Candle เป็น Condo นั่นเอง..

เวลาที่เจอกันส่วนใหญ่จะเป็นตอนเย็นเพราะทุกจะมาทำอาหารทานกัน ก็แล้วใครถนัดอะไรก็ทำอย่างนั้น ของเราส่วนใหญ่ก็ประเภทผัดๆทั้งหลาย .. ไม่อยากบอกว่าได้รับคำชมบ่อยๆๆ นี่ขนาดทำไม่ได้เรื่องสุดแล้วนะ.. ถ้าเป็นของคนจีนก็เป็นต้มๆหม้อใหญ่ๆ เขาตัวเล็กกว่าเราอีกแต่เขากินเยอะมาก กินเป็นสองสามเท่าของเราได้มั้ง เอาไปไหนหมดเนี่ย ส่วนฝรั่งเศสก็ชอบกินไข่มากๆและเขาก็มีอาหารที่เขาบอกว่าป๊อปมากของเขาคือ เอาไข่ไปต้มให้พอไข่ขาวสุก แต่ไข่แดงไม่สุก แล้วเอาไปวางในถ้วยที่มีขนาดเท่าไข่หนึ่งใบ แล้วเจอะรูด้านบนแล้วก็ตักกินกับขนมปัง กับผัก เราก็ไม่รู้ว่ามันพิเศษตรงไหนเหมือนกัน สำหรับสาวมาเลเซียเธอเป็นมังสะวิรัติที่ชอบกินไข่เป็นชีวิตจิตใจเหมือนกัน เพราะงั้นอาหารเกือบทุกมื้อจะมีไข่ผสม แล้วเวลาทำอาหารพร้อมๆกันแรกๆก็แลกกันชิมว่าของใครรสชาติเป็นอย่างไรเพราะยังแปลกใหม่ ให้ แต่หลังจากนั้นทุกคนก็ดูจะทำอาหารแบบเดิมๆก็เลยไม่ค่อยได้มีอะไรใหม่ๆ อยู่ที่นี่ไม่อยากบอกว่ามีคนให้เราสอนทำอาหารไทยด้วยละ โดยเฉพาะสาวฝรั่งเศสดูเธอจะชอบอาหารไทยที่เราทำจัง…แล้วจากนั้นก็ไปนั่งดูทีวีไปทานกันไป คุยกันบ้าง ทีวีก็ดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ถ้าไม่รู้เรื่องก็จะถามเจ้าของบ้านเขาก็จะอธิบายให้ฟัง ก็ได้อีกบบรรยากาศหนึ่งหรือถ้ามีรายการดีเจ้าของบ้านก็จะบอกแล้วเรียกเรามาดู บางครั้งเราก็ชอบบางครั้งก็ไม่ ที่สำคัญเธอชอบดูหนังที่ Agatha Christie เขียนมากๆ ก็จะไปเช่าดีวีดีมาแล้วก็เรียกพวกเราไปนั่งดูกัน วันนี้เธอก็เช่ามาอีกแล้วบอกเย็นตอนทานข้าวดูกัน..

การมาอยู่แบบนี้ให้ความรู้สึกย้อนกลับไปเหมือนเมื่อสมัยเป็นเด็กมัธยมเลยที่เป็นเด็กหอแล้วมีคุณป้าเจ้าของหอคอยดูแล อย่างเช่น เช้าๆก่อนเราออกไปมหาวิทยาลัย เธอก็จะบอกว่า วันนี้เอาร่มไปด้วยนะเพราะอาจมีฝนตกได้อะไรประมาณนี้.. แต่ต่างกันที่อยู่หอทำอาหารไม่ได้และไม่เคยคิดจะทำ แต่อยู่นี่ถึงไม่คิดก็ต้องทำเพราะไม่มีอะไรกินถ้าไม่ทำ และถ้าซื้อกินบ่อยๆก็ราคาแพงมากๆด้วย แต่ก็ทำอะไรง่ายๆดี เราก็เลยได้กินสลัดบ่อยมากเพราะไม่ต้องทำอะไรแค่ให้มีผักหลายๆอย่างก็โอเคแล้ว

ถ้าถามเราว่าเราชอบชีวิตแบบนี้หรือเปล่าคงตอบยาก แต่เราว่าดีกว่าอยู่เป็นอพาทเมนต์ที่อยู่คนเดียว เพราะอย่างน้อยที่นี่ก็มีเพื่อนดูทีวี มีไว้ถามเรื่องต่างๆที่อยากรู้และก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือได้รู้เรื่องราวต่างๆที่เราไม่เคยรู้หรือไม่เคยคิดมาก่อน

การมีเพื่อนเราว่ามันเป็นเรื่องดีนะ แต่มันคงต้องอาศัยเวลาในการรู้จักกันพอสมควรแล้วเราก็จะรู้ได้ด้วยตัวเราเองแหละว่า แต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะทุกคนต่างก็แตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งที่นี่ทุกคนมาจากต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม วิธีการคิด หรือการดำเนินชีวิตก็ต่างกันอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็เป็นเพื่อนกันได้ เพราะทุกชีวิตต้องการเพื่อนเหมือนกัน
ถึงเวลาต้องไปทำอาหารทานแล้วเตรียมตัวดูทีวีแล้วละ แล้วถ้ามีอะไรใหม่ๆจะเขียนอีกนะ..

1 comment:

Paworn said...

น่าอิจฉาพี่กิจจัง อย่างน้อยก็ไม่เหงานะ ไปอยู่แล้วคนเยอะและก็คุยกันอย่างนี้