คืนก่อนเดินทางฝนตกหนักมากจนเช้าจนเราคิดว่าไม่ไปกันแล้ว แต่ประมาณเก้าโมงกว่าอินกริดก็มาบอกว่าเตรียมตัวไปกันเถอะ เราก็ไปทั้งๆที่ฝนยังตกอยู่แต่ไม่มากแล้ว
ไปกันทั้งหมดหกคนจากห้าประเทศ ก็มีอลิส-ออสเตรเลีย อินกริด-เนเธอแลนด์ ลิซ่า- ฝรั่งเศส นิ้ท-แคนนาดา แล้วก็เป็นเรากะเอื้อง พอเริ่มออกมาได้หน่อยฝนก็ยังไม่หยุดตก แต่อลิสบอกไม่เป็นไรเพราะที่แรกที่จะไปเป็นในร่มก็เลยโอเคกัน ที่แรกก็อยู่ทางขึ้นเขา เป็นดูสัตว์ไม่มากนัก ที่เป็นไฮไลท์ก็เห็นจะเป็นตุ่นปากเป็ด เราเองเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ มันเป็นสัตว์ที่พลังงานเหลือเฝือมากว่ายน้ำไม่หยุดเลย เขาบอกว่ามันเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเก่งและทนมาก เรารู้สึกว่าต่อไปนี้ถ้าต้องเปรียบอะไรกับสิ่งที่อยู่ไม่นิ่งตุ่นปากเป็ดนี่แหละเหมาะสุดเลยจากนั้นก็เดินทางไป rain forest กันเส้นทางขึ้นเขาลดเลี้ยวพอ
สมควรเลยละ แต่ก็เป็นหลานๆแม่ฮ่องสอน ก่อนเริ่มเดินก็แวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านบนเขานั่นแหละ อาหารของเราอร่อยแต่ก็กินไม่หมดต้องให้คนอื่นช่วยๆกันก็หมดจนได้ ประมาณบ่ายสองก็เริ่มเดินป่ากัน ฝนก็เริ่มโปรยเม็ดใหญ่ขึ้น แต่ละคนก็มีร่มหมวกกันไป มันเลยกลายเป็น rain forest จริงๆไปเลย อากาศที่หนาวอยู่แล้วก็ทวีความหนาวขึ้นไปอีก ทางเดินก็เป็นป่าเขียวขจีสองข้างทาง ทุกคนรู้สึกดีมากๆ เพราะอ
ากาศก็ดี มีดอกไม้เล็กเหมือนบ้านเราให้ชมข้างทางแต่ไม่หลากหลายเท่าบ้านเราอะ ตอนเดินก็แล้วแต่ใครจะคุยกะใครเรื่องอะไร บางครั้งก็แยกกันเดินเป็นคู่ จนมีเรื่องน่าสนใจก็มารวมกลุ่มกัน เช่น นิ้ทก็จะอธิบายเรื่องต้นไม้บ้าง เรื่องพืชบ้างเพราะเขาจบด้านพืชมา หรืออลิสก็จะบอกเมื่อเธอเจออะไรแปลกๆ เราก็เป็นพวกชอบถามไปเรื่อย เช่น ทำไมต้นไม้ต้องผลัดเปลือกด้วย??? งานนี้เดินอย่างเดียวเพราะหยุด
นั่งชมอะไรไม่ได้ก็พื้นเปียกแฉะไปหมด ฝนก็ไปเป็นเพื่อนเราตลอดทางหนักบ้างเบาบ้าง จนเลยไปเกือบสี่โมงเราก็ถามอลิสว่าเคยเดินทางนี้หรือเปล่า ทางมันเป็นวงกลมพาเรากลับไปที่เดิมใช่เปล่า (ความรู้สึกเรามันบอกอย่างนั้น) เธอก็บอกใช่ เอื้องก็เริ่มอยากกลับแล้ว เดินไปได้อีกสักพักเธอก็บอกให้ทุกคนหยุด ตอนนั้นสี่โมงเย็นแล้ว เธอบอกว่าเราคงหลงทางแล้วละ ตอนนั้นทุกคนก็ยังบอกว่าลองเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย หรือเดินกลับทางเดิมก็ได้ แต่ตอนนี้อลิสเริ่มซีเรียสแล้วเธอบอกว่าไม่อยากติดอยู่ในป่าตอนกลางคืนที่เราไม่มีทั้งอาหาร และฝนตกอากาศหนาว เธอบอกว่าต้องโทรหาตำรวจ โชคดีที่อินกริดกะนิ้ทเอาโทรศัพท์มือถือมาด้วย และโชคดีที่มีคลื่นสัญญาณให้โทรได้ ตอนแรกตำรวจก็ไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน เพราะมันเหมือนเป็นหน่วยงานของรัฐไม่ใช่ของพื้นที่ เขาต้องติดต่อกับหน่วยงานอื่นเพื่อหาข้อมูลให้เรา เราก็ต้องรออยู่ตรงนี้ก่อน ช่วงรอทุกคนก็ทำกิจกรรมกันตามแต่ใครชอบ
รูปข้างทางตอนรอตำรวจติดต่อกลับมา

ร่มสามัคคี ตอนฝนลงเม็ดใหญ่

ทางเดินที่เราคิดว่าพาเรากลับบ้านกัน
ถ่ายรูป ปีนหน้าผาเล็กๆ นั่งบ้างถึงตอนนี้ฝนก็ยังตกตลอด จนเราก็ไม่รู้ใครคิดว่าน่าจะเล่มเกมส์ฆ่าเวลา ประเภท ฉันไปเที่ยวสุดสัปดาห์ฉันนำ….. ไป รอบสองรอบแรกก็โอเคสิยังจำกันได้แต่พอรอบที่สามมันเริ่มเป็นสิบแปดอย่างก็เริ่มสับสนกัน ว่าอันไหนมาก่อนมาหลัง แต่ก็มีช่วยกันถ้าจำไม่ได้ เล่นไปจนตำรวจโทรมาแต่ก็ยังไม่มีข้อมูลเพิ่ม แต่ยังให้เราอยู่ที่เดิมก่อน จริงๆเรารวมทั้งคนอื่นๆอยากเดินกลับทางเดิมแต่อลิสไม่ยอมทุกคนก็เลยอยู่รอกัน หลังจากนั้นตำรวจโทรมาอีกสองสามรอบและเราก็โทรกลับไปสองสามรอบแต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่าจะเอาอย่างไรดี จนห้าโมงกว่าอากาศก็เริ่มเย็นมากขึ้น เสื้อกันหนาวเริ่มไม่ไหวแล้ว แต่ประสิบห้านาทีจากนั้นตำรวจก็โทรมาอีกครั้งเขาบอกว่ารู้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่ไหนกัน(ลืมบอกว่าเขาจะมีสัญลักษณ์รูปผึ้งกับตัวเลข35 และข้างทางมีริบบิ้นสีเหลืองตรงตำแหน่งที่เราหยุด)ซึ่งเราเดินเลยมาหน่อยหนึ่ง เขาบอกให้เรากลับไปที่ผึ้ง35 แล้วเขาจะมารับอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเพราะเขาต้องไปเอาแผนที่ก่อน แค่นั้นก็ได้เฮดีใจกันมากก็ไม่ต้องเดินกลับ เราก็ต้องเดินกลับมาที่ผึ้ง 35 ก่อนเพื่อรอคนมารับ ถึงตอนนี้อลิสเริ่มไม่ไหวเพราะเธอมีทั้งเบาหวานและหัวใจอ่อนๆด้วย ก็เดินไปพักไปเพราะทางเดินกลับมันขึ้นเขา มาถึงผึ้ง35 ก็ไม่รู้ทำอะไรกันดี นิ้ทก็หาขอนไม้ให้อลิสนั่ง จากนั่นเราก็บอกให้พวกนี้เต้นแก้หนาวกัน นิ้ทก็ได้ทีโชว์ใหญ่ทั้งร้องทั้งเต้นแต่เธอไม่ทำคนเดียวให้คนอื่นๆออกไปเต้นแก้หนาวกันด้วย แต่ละคนก็มีท่าของตัวเอง พอถึงเราก็ไม่ยอมสิ เอื้องก็ไม่ยอมสุดท้ายนิ้ทก็ต้องทำด้วยก็เต้นกันสามคนลิซ่ากะอินกริดก็ร้องเพลงไป อลิสก็นั่งหัวเราะพวกเราเล่นกัน อากาศก็ทวีความหนาวขึ้นเรื่อยๆ อินกริดมายืนข้างๆเราแล้วบอกว่าเราเริ่มสั่นๆแล้วเพราะเสื้อเรากันหนาวได้น้อย เธอก็ถอดเสื้อเธอให้เราบอกว่าเธอนะแข็งแรงมากให้เราใส่ไว้จะได้ไม่หนาว
แล้วหกโมงกว่าเราก็ได้ยินเสียงรถ ทุกคนดีจากเพราะมืดแล้วพอดี พอเจ้าหน้าที่มาเขาถามว่าพวกเราเป็นอย่างไรกันบ้าง เขามีน้ำกับขนมสำหรับคนเป็นเบาหวานมาให้ด้วย น่ารักมากๆ แล้วเขาก็เอาแผนที่มากางให้เราดู ทางที่เราเดินมา เห็นแล้วทำให้เราตกใจมาก ว่าเราไม่ได้อยู่ในป่าเล็กๆเลย มันเป็นป่าที่ใหญ่มากๆ และที่เราเดินมาช่วงหลังมันออกนอกเส้นทางมามาก เขาบอกว่าถ้าเราไม่หยุดเดินไปข้างหน้าเรื่อย เราต้องใช้เวลาสองวันถึงจะเจอทางออกจากป่า ถึงตอนนี้ทุกคนอึ้งกันหมด เพราะคิดไม่ถึง คงต้องยกความดีให้อลิสที่ตัดสินใจเร็วไม่งั้นเราคงต้องทนหนาวในป่ากันอีกนาน
1 comment:
รู้เปล่าตอนแรกคุยกะเอื้องว่า จะมาที่นี่อีกรอบตอนอ้ามานะ จะทำอาหารมากินกันด้วยอะ แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้วกลัวเดินไปอีกทางนะ
ไม่ต้องห่วงนะ พี่จะดูแลอย่างดี จะได้ไปเที่ยวกะอ้างัย
Post a Comment